2006/Jul/02

Prologue : Summon การพบพานที่มิได้คาดคิด

"
กลับมาแล้ว..."เด็กสาวในชุดโอเวอร์โคทสีแดงเอ่ยขึ้นเมื่อเดินเปิดประตูเข้ามาในบ้านทว่าไม่มีเสียงใดๆดังตอบกลับมาเธอกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณโถงบ้านและเดินตรงเข้าไปในห้องนั่งเล่น

"
พวกคนงานกลับหมดแล้วเหรอ?" เด็กสาวพูดกับตัวเองพร้อมกับถอดโอเวอร์โคทแขวนไว้กับเสาไม้ตรงมุมห้องเผยให้เห็นชุดนักเรียนสำหรับฤดูหนาวที่เธอสวมอยู่และเดินมานั่งที่โซฟาตัวใหญ่กลางห้องพร้อมกับวางกระเป๋าไว้ข้างๆตัวจากนั้นเด็กสาวก็เอนตัวลงบนโซฟาปล่อยผมยาวสีดำขลับให้ไพล่ไปด้านหลังของโซฟาและแหงนหน้ามองบนเพดานแต่ก็ต้องรีบหรี่ตาลงทันทีเพราะแสงจากโคมไฟระย้าคริสตัลขนาดใหญ่ที่ห้อยอยู่บนนั้นพวกคนงานคงเปิดไฟในบ้านทิ้งเอาไว้ก่อนจะกลับออกไปเช่นทุกครั้ง

"
ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปบ้านนี้คงมืดลงเยอะเลย..."เธอพึมพำก่อนที่จะเบือนสายตาไปที่โต๊ะไม้เล็กๆตัวหนึ่งที่อยู่ข้างๆหน้าต่างตอนนี้ข้างนอกเริ่มจะตกอยู่ในความครอบครองของความมืดอีกครั้งแล้วทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เด็กสาวสนใจที่เธอมองอยู่คือกรอบรูปตั้งโต๊ะอันหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะตรงนั้นต่างหากรูปถ่ายในกรอบนั้นเป็นรูปของคนสองคนหนึ่งในนั้นคือตัวเธอเองในสมัยเด็กๆและชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆเด็กสาวก็ไม่ใช่ใครอื่น

"...
อีกไม่นานแล้วล่ะค่ะคุณพ่อ..." เธอพูดกับรูปถ่ายนั้นยิ้มๆ

"
ที่ความฝันของคุณพ่อความฝันของตระกูลโทซากะจะเป็นจริง ด้วยฝีมือของโทซากะ รินคนนี้นี่แหละ"เด็กสาวกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นจากโซฟาหยิบกระเป๋าและเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปที่ส่วนโถงจากนั้นก็เดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องของตัวเองหัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนับตั้งแต่จำความได้สาเหตุนั้นคงจะมาจากเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่สิควรต้องบอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เด็กสาวคนนี้โทซากะรินจะทำให้เกิดขึ้นจึงจะถูกต้องมากกว่า

ว่าแต่ว่า "เหตุการณ์"ที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยเด็กสาวคนหนึ่งในค่ำคืนนี้คืออะไรกันแน่คงไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้แน่เว้นเสียแต่เทพธิดาผู้หมุนกงล้อแห่งโชคชะตานั่นก็เพราะแม้แต่ตัวของโทซากะ รินเองก็ยังไม่รู้ว่า "อะไร" ที่จะ "เกิด"ขึ้นมาจากวงเวทย์คาถาอัญเชิญของเธอเองด้วยซ้ำ

ใช่แล้ว เด็กสาวผู้นี้ก็คือพวกที่คนทั่วไปเรียกกันว่า "จอมเวทย์"

ตระกูลโทซากะนั้นนอกจากจะมีชื่อในสังคมด้วยความที่เป็นตระกูลเก่าแก่มีประวัติความเป็นมาแล้วในสังคมอีกด้านหนึ่งซึ่งถือเป็นด้านที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของคนทั่วไปนั้นโทซากะก็ยังถือเป็นตระกูลของจอมเวทย์อันดับต้นๆในญี่ปุ่นนี้ซึ่งในยุคสมัยที่ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปมากเช่นตอนนี้ทำให้สายเลือดของตระกูลจอมเวทย์ในญี่ปุ่นค่อยๆสูญหายไปมีเพียงไม่กี่ตระกูลที่ยังคงให้ลูกหลานสืบทอดตราเวทย์ประจำตระกูลโทซากะเองก็เป็นหนึ่งในนั้นและนี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ตระผมลโทซากะยังคงฐานะในสังคมไว้ได้แม้จะขาดเสาหลักสำคัญไปนั่นก็คือพ่อของรินซึ่งได้เสียชีวิตไปเมื่อตอนเธออายุได้ราวๆหกขวบถ้านับย้อนจากตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว

ทางตำรวจให้ความเห็นว่าพ่อของรินน่าจะถูกฆาตกรรมแต่ถึงตอนนี้ก็ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ กลายเป็นคดีปริศนาอยู่จนบัดนี้ทว่าเด็กสาวรู้ดีว่าพ่อของเธอตายเพราะอะไร

"
สงครามจอกศักดิ์สิทธิ์"เหล่าจอมเวทย์เรียกกันเช่นนั้น ขึ้นชื่อว่าสงครามก็คงหนีไม่พ้นการต่อสู้กันหากแต่นี่ไม่ใช่การต่อสู้ธรรมดาแต่เป็นการห้ำหั่นกันของจอมเวทย์จากทั่วทุกแห่งที่ได้รับเลือกทั้ง
เจ็ดคนการต่อสู้นี้มีขึ้นก็เพื่อชิง "จอกศักดิ์สิทธิ์"ที่ในหมู่จอมเวทย์ถือเป็นไอเท็มสุดยอดที่ให้พลังเวทย์อันไร้ขีดจำกัดและสามารถดลบันดาลความปรารถนาของผู้ครอบครองให้เป็นจริงได้และพ่อของเธอก็คือหนึ่งในเจ็ดจอมเวทย์ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมใน "สงคราม"ครั้งที่แล้วซึ่งได้มีขึ้นที่เมืองแห่งนี้เมื่อสิบปีก่อนและเมื่อสงครามสิ้นสุดลงเขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย...

เวลาผ่านไปสิบปีโชคชะตาช่างเล่นตลกเพราะไม่นานมานี้ทางสมาพันธ์จอมเวทย์ที่อยู่ในยุโรปส่งหนังสือแจ้งมาว่า"สงคราม"ในครั้งนี้ก็จะยังมีขึ้นที่เมืองของเธออีกครั้งหนึ่งแน่นอนว่าเด็กสาวเองก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับเลือกแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและโชคของเธออีกด้วยว่าจะทำให้ตัวเองเป็นผู้ถูกเลือกได้หรือไม่ซึ่งนั่นจำเป็นต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งเสียก่อน นั่นก็คือต้องเรียก "เซอร์แวนท์"
ให้สำเร็จให้ได้

"
เซอร์แวนท์" หมายถึงผู้รับใช้หากเป็นจอมเวทย์แล้วการอัญเชิญภูติรับใช้ขึ้นมาทำพันธสัญญาเพื่อจุดประสงค์ของตนไม่ใช่เรื่องแปลกทว่า "เซอร์แวนท์" นั้นต่างออกไปอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นภูติรับใช้ที่มีไว้สำหรับสงครามจอกอาญาสิทธิ์โดยเฉพาะก็คงจะไม่เกินไปนักทั้งนี้เพราะ "เซอร์แวนท์"นั้นไม่อาจจะอัญเชิญขึ้นมาได้หากไม่ใช่ช่วงเวลาก่อนที่สงครามจอกอาญาสิทธิ์จะเปิดฉากขึ้น

"
เอาล่ะ เตรียมการเรียบร้อย จะเหลือก็แต่..."รินพูดด้วยสีหน้าพอใจหลังจากที่หยิบอัญมณีหลายเม็ดออกมาจากกล่องสมบัติที่ตั้งอยู่ข้างๆเตียงขนาดควีนไซส์ในห้องของเธอซึ่งแต่ละเม็ดล้วนส่องประ
กายระยิบระยับสวยงามเกินกว่าที่อัญมณีปกติจะทำได้นั่นคือผลลัพธ์ตลอดสิบปีของเด็กสาวเธอได้ประจุพลังเวทย์เข้าไปทีละนิดๆในอัญมณีแต่ละเม็ดทุกๆวันแสงระยิบระยับนั่นก็คือพลังเวทย์ของเธอที่สะสมอยู่ในอัญมณีนั่นเองด้วยคุณสมบัติที่สามารถใช้บรรจุพลังเวทย์ได้อัญมณีจึงมักถูกใช้เป็นแหล่งพลังเวทย์สำรองยามฉุกเฉินหรือเป็นอาวุธทว่าเหล่าอัญมณีที่รินเอาออกมานี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์เหล่านั้น

หลังจากที่ใส่พลอยที่หยิบออกมาลงในถุงจนหมดเรียบร้อยแล้วรินก็เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งและดึงลิ้นชักให้เปิดออกจากนั้นก็หยิบสร้อยออกมาเส้นหนึ่งมันเป็นสร้อยที่ทำจากเงินบริสุทธิ์และห้อยล็อคเก็ตที่ฝังพลอยแดงเอาไว้เม็ดหนึ่งประกายของมันเจิดจรัสเสียยิ่งกว่าเหล่าอัญมณีที่เธอหยิบออกมาก่อนหน้านี้มากนักแสดงให้เห็นถึงพลังเวทย์ที่บรรจุอยู่ในนี้ว่ามากมายกว่าเพียงใดมีเพียงสร้อยเส้นนี้ที่ไม่ได้ประจุด้วยพลังเวทย์ของเด็กสาวเอง

"...
สร้อยที่คุณพ่อทิ้งเอาไว้ หนูขอเอาไปใช้นะคะ"รินเอ่ยพร้อมกับสวมสร้อยไว้กับตัวและเดินออกไปจากห้องพร้อมกับไม่ลืมที่จะหยิบถุงผ้ากำมะหยี่สีแดงเข้มมาด้วยเพราะตัวเอกของงานในคืนนี้ก็คืออัญมณีที่อยู่ในถุงนี่ทั้งหมด

เมื่อรินเดินลงมาถึงบริเวณห้องโถงเธอก็ตรงไปที่รูปปั้นหินครึ่งตัวที่ตั้งแสดงอยู่บริเวณตรงกลางระหว่างบันไดทั้งสองฟากและยื่นมือขวาที่ว่างอยู่เอื้อมไปแตะที่หน้าผากของรูปปั้นพร้อมๆกับพึมพำอะไรสักอย่างออกมาเบาๆทันใดนั้นเองฝ่ามือของเด็กสาวก็ปรากฏแสงสีขาวระเรื่อรูปปั้นเองก็เหมือนกับจะตอบสนองต่อประกายแสงนั้นมันจึงค่อยๆถอยเข้าไปฝังตัวในกำแพงและเผยให้เห็นบันไดทางลงไปสู่ชั้นใต้ดินของบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามพลังเวทย์ประจำตระกูลโทซากะเมื่อทางลงเปิดเรียบร้อยดวงไฟที่ติดอยู่บริเวณผนังทางเดินก็
ติดเองโดยอัตโนมัติอากาศภายในเริ่มที่จะไหลเอ่อออกมายังภายนอกกลิ่นอับๆที่ไม่ชวนพิสมัยนั่นสำหรับรินมันคือสิ่งที่ต้องสูดดมอยู่เสมอๆเด็กสาวค่อยๆก้าวเดินลงไปตามทางลงแคบๆนั่นพลางนึกย้อนไปในสมัยยังเด็กที่พ่อเคยพาเธอลงมาฝึกฝนเวทย์มนต์ในตอนนั้นรินยังไม่ได้รับตราเวทย์มาอย่างครบถ้วนแต่ก็พอที่จะใช้
เวทย์ง่ายๆเช่นสร้างประกายแสงได้บ้างแล้ว

ในที่สุดรินก็เดินลงมาจนถึงปลายทางอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นห้องขนาดใหญ่ที่มีความสูงราวๆ3เมตรผนังห้องถูกสร้างขึ้นใหม่ให้แข็งแรงขึ้นก็จริงแต่ส่วนของพื้นนั้นยังคงเป็นพื้นหินเช่นแต่เดิมรอบๆห้องเต็มไปด้วยชั้นหนังสือที่บรรจุตำราทางไสยเอาไว้มากมายนอกจากนั้นยังมีอาวุธอีกหลายชิ้นซึ่งทุกชิ้นล้วนถูกทำขึ้นสำหรับจอมเวทย์โดยเฉพาะบริเวณกลางห้องที่ถูกปล่อยว่างเอาไว้นั้นหากสังเกตดีๆจะเห็นว่าที่พื้นหินมีสิ่งที่เหมือนสัญลักษณ์อะไรบางอย่างสลักไว้อยู่เด็กสาวเดินไปหยุดอยู่ที่หน้ารอยสลักบนพื้นนั่นและหยิบพลอยออกมาจากถุงแดงกำเอาไว้ในมือขวาเธอหลับตาพริ้มและเริ่มรวบรวมสมาธิ มือของเธอเกร็งแน่น

"...!!"
หลังจากที่รินเปล่งเสียงออกมา เธอก็ย่อตัวลงและยื่นมือไปเหนือรอยสลักที่พื้นมือข้างขวาที่กำแน่นอยู่ค่อยๆคลายออกมีผงบางอย่างส่องประกายกับแสงไฟในห้องร่วงพรูจากมือของรินลงบนรอยสลักรินใช้อำนาจเวทย์เสริมพลังให้กับมือขวาของเธอเพื่อบีบพลอยในมือเมื่อครู่ให้แหลกละเอียด

"...
ฟู่ ง่ายกว่าที่คิดแฮะ"เธอพูดพร้อมกับถอนหายใจอย่างโล่งอกหลังจากที่บีบพลอยในถุงทั้งหมดจนแหลกละเอียดและเทลงตามรอยสลักเรียบร้อยเด็กสาวลุกขึ้นยืนอีกครั้งและเดินสำรวจรอบๆรอยสลักซึ่งที่จริงนั้นก็คือวงเวทย์ประจำตระกูลของเธอนั่นเองรินต้องมั่นใจว่าทุกอย่างจะไม่มีข้อผิดพลาดจึงจะเริ่มลงมือทำพิธีได้ เพราะ
หากพลาดก็หมายถึงความพยายามของเธอจนถึงบัดนี้จะกลายเป็นศูนย์ไปนอกจากนั้นอัญมณีที่เธอใช้ทรัพย์สินส่วนตัวซื้อมาเพื่อใช้ในพิธีก็จะกลายเป็นเพียงเศษหินไร้ค่าซึ่งเรื่องนั้นถือว่ายอมไม่ได้อย่างเด็ดขาด

"
โอเค ไม่มีปัญหา"เธอหยุดยืนเท้าสะเอวและพึมพำอย่างพอใจจากนั้นก็เดินไปที่ตู้เก็บอาวุธที่อยู่ใกล้ๆและหยิบเอามีดเงินเล็กๆอันหนึ่งออกมารินกลับมายืนอยู่ตรงหน้าวงเวทย์อีกครั้งหนึ่งพร้อมกับใช้มีดกรีดที่นิ้วมือของตัวเองจนเป็นแผลเล็กๆเลือดสีแดงสดค่อยๆไหลออกมาจากปากแผลบนนิ้วเรียวยาวของเด็กสาวและหยดลงบนรอยสลักนี่คือการวาดวงเวทย์ที่สืบทอดกันมาแต่ยุคโบราณจะต่างกันก็เพียงรูปแบบเดิมจะใช้เลือดสดๆทั้งหมดในการวาดวงเวทย์ซึ่งหากต้องวาดวงเวทย์ขนาดใหญ่เช่นนี้คงต้องใช้เลือดหมดตัวเธออย่างแน่นอนหรือไม่ก็ต้องไปหาเลือดของคนอื่นมาใช้แทนซึ่งตัวรินเองนั้นไม่พิสมัยวิธีการแบบนั้นเอามากๆ ดังนั้นเธอจึงคิดหาวิธีสร้างวง
เวทย์ด้วยวิธีอื่น

และนั่นก็คือที่เธอกำลังทำอยู่นี่แหละใช้อัญมณีที่มีพลังเวทย์สะสมอยู่แทนเลือดที่มีพลังชีวิตสะสมอยู